ตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา ผลประโยชน์เพื่อใคร?

จับตา สนช.สายการศึกษาเสนอตั้ง “กระทรวงการอุดมศึกษา” แยกออกจากกระทรวงศึกษาธิการ อดีตอธิการบดี “นิด้า” เผยเหตุเพราะที่ผ่านมานักการเมืองที่มาเป็น รมว.ให้ความสำคัญกับงานด้านอุดมศึกษาน้อยมาก ทำให้การปฏิรูปการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของไทยไม่ไปถึงไหน มีคำถามถึงเรื่องคุณภาพ และขาดความสามารถในการแข่งขัน ชี้ควรเร่งปรับการบริหารจัดการ เน้นสร้างเด็ก-งานวิจัยสำคัญพัฒนาประเทศ

ผ่านวาระ 3 แล้ว สำหรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ. 2558 ของที่ประชุมสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2557 ซึ่งการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2558 ถือเป็นงานเร่งด่วน และสำคัญที่สุดของ สนช.ที่เกี่ยวกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

หลังจากนี้แล้ว สนช.จะพิจารณากฏหมายสำคัญๆ ของประเทศ และเมื่อดูจากการให้ความสำคัญกับงานที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่พูดถึงอยู่เสมอแล้ว งานด้านการปฏิรูปการศึกษาจะเป็นเรื่องที่น่าจับตามองไม่แพ้งานด้านส่วนอื่นๆ

และไม่เพียงแต่เรื่องของการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่ยังรวมไปถึงงานด้านการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่จะต้องมีการรื้อ และผ่าตัดใหม่ทั้งหมดด้วย

อย่าลืมว่าช่วงนี้มีรายงานเรื่องของการจัดอันดับการศึกษาของต่างประเทศออกมาหลายชิ้น ที่สำคัญคือข้อมูลการประชุมของ World Economic Forum (WEF) – The Global Cometitiveness Report 2012-2013 ที่ได้มีจัดทำดัชนีคุณภาพการศึกษาปี 2557-2558 เทียบกับกลุ่มอาเซียน โดย WEF สำรวจคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทยอยู่อันดับที่ 8 รองจากลาวที่อยู่อันดับที่ 6 และกัมพูชาที่อยู่ในอันดับที่ 7

ขณะที่การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกจากประเทศอังกฤษ QS World University Rankings 2014/15 (Quacquarelli Symonds) ที่เพิ่งมีการเผยแพร่ล่าสุดก็แสดงให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยไทยมี 8 อันดับที่ติดกลุ่ม โดยอันดับ 1 ยังเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ติดอยู่ในอันดับที่ 243 ของโลก ลดลงจากปีก่อนที่ติดอยู่ที่อันดับ 239 ของโลก

ส่วนผลสำรวจในไทย “นิด้าโพล” โดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนในช่วงวันที่ 15-16 กันยายน 2557 พบว่าประชาชนเห็นว่าคุณภาพบัณฑิตไทยร้อยละ 64.64 เป็นบัณฑิตไม่มีคุณภาพ-คุณภาพต่ำ ขณะที่ปัญหาคุณภาพบัณฑิตไทยนั้น 3 อันดับแรกคือ ผู้เรียนต้องการแต่ใบปริญญา มหาวิทยาลัยมุ่งแต่ผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจ (จ่ายครบจบแน่) และหลักสูตรเน้นทฤษฏีไม่มีปฏิบัติ ทำงานจริงไม่ได้

ปัญหาด้านการศึกษาไทยจึงไม่ใช่แค่การศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ต้องแก้ไข แต่การศึกษาระดับอุดมศึกษาเองก็เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง

“ผู้สื่อข่าวออนไลน์ไทยพีบีเอส” ได้พูดคุยกับ สนช.สายการศึกษาหลายคน และพบว่า สนช.สายการศึกษาเตรียมที่จะเสนอให้มีการแยกหน่วยงานด้านการอุดมศึกษา ออกมาตั้งเป็นกระทรวงการอุดมศึกษาอีกครั้ง หลังจากแนวความคิดการแยกงานด้านอุดมศึกษานั้น เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว โดยเฉพาะในปี พ.ศ.2549 ได้มีการนำเสนอแนวคิดนี้ผ่านที่ประชุม สนช.ในช่วงนั้น แต่แนวความคิดนี้ก็ยังไม่เคยมีเสียงตอบรับ

งานด้านการอุดมศึกษาของไทยนั้นแรกเริ่มแต่เดิมจะสังกัดอยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี ด้วยโจทย์ของคุณภาพของมหาวิทยาลัยต่อมาจึงมีการแยกงานอุดมศึกษาออกมาตั้งเป็นทบวงมหาวิทยาลัยในปี พ.ศ. 2507 ในรัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร และในปี พ.ศ. 2542 ที่มีการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ ได้มีการนำงานอุดมศึกษาไปอยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ ในนามสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

15 ปี ภายใต้การบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการ และภายใต้การจัดอันดับมหาวิทยาลัยไทยที่อันดับน้อยกว่าหลายประเทศในประชาคมอาเซียน ประกอบกับคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ตกต่ำอย่างหนัก การลอก-การจ้างทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท ปริญญาเอก ความต้องการเพิ่มรายได้ของแต่ละมหาวิทยาลัยในการแย่งเด็กมาเรียน ในสาขาที่เด็กชอบ แต่ไม่ตอบรับตลาดแรงงาน รวมถึงล่าสุดการที่หน่วยงานวิชาชีพอย่าง คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมที่ได้มีมติไม่เห็นชอบรับรองหลักสูตรปริญญาโททางกฎหมายในการสมัครสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาของมหาวิทยาลัย 4 แห่ง และเพิกถอนการรับรองหลักสูตรปริญญาโททางกฎหมายในการสมัครสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาของมหาวิทยาลัยอีก 3 แห่ง

ล้วนเป็นปัญหาของการอุดมศึกษาในปัจจุบันที่ล้วนปฏิเสธไม่ได้ว่า การศึกษาของไทยในระดับอุดมศึกษาค่อนข้างมีปัญหา!

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของการนำงานด้านการอุดมศึกษาไปรวมในกระทรวงศึกษาธิการนั้น พบว่ามีปัญหาว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่มาจากพรรคการเมืองต่างๆ ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับงานด้านการอุดมศึกษาเลย ส่วนใหญ่จะมีการมอบหมายงานให้รัฐมนตรีช่วยฯ เป็นผู้ดูแลงานด้านอุดมการศึกษา

“ความสนใจ ใส่ใจจากนักการเมืองที่มีต่องานด้านอุดมศึกษาที่ผ่านมาเป็นลักษณะ ไม่อยากยุ่ง พอไม่มีใครอยากยุ่ง ก็ทำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ มาคุยกันว่าสภาพแบบนี้ เป็นเหตุสำคัญทำให้การอุดมศึกษาของไทยล้าหลัง ถ้าแยกออกมา อย่างน้อยก็ต้องมีการตั้ง รัฐมนตรีว่าการมาดูแลโดยตรง จะปฏิเสธงานก็ไม่ได้”

ศ.ดร.สมบัติ กล่าวต่อว่า การแยกงานด้านการอุดมศึกษาออกมายังเกี่ยวข้องกับลักษณะงานที่มีการจัดการศึกษาที่แตกต่างกัน ต่างจากงานด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน งานด้านอาชีวะศึกษา โดยอุดมศึกษาจะเน้นงานไปที่งานด้านงานค้นคว้าวิจัย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศซึ่งเป็นงานสำคัญไม่น้อยไปกว่างานด้านอื่นๆ แต่ปัจจุบันกลับพบปัญหาหลายจุด

โดยงานวิจัยที่เห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นจะต้องมี คืองานวิจัยขั้นพื้นฐานที่ยังมีน้อย และขาดแคลน โดยเฉพาะในสาขาวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ทั้งๆ ที่เป็นพื้นฐานสำคัญต่อยอดต่อไป หรืองานวิจัยด้านสังคมศาสตร์ที่ต้องการองค์ความรู้ เก็บรวบรวมอย่างเป็นระบบ

งานวิจัยด้านสร้างองค์ความรู้ใหม่ ในการสร้างทฤษฏีใหม่ ก็มีน้อยมาก รวมถงงานวิจัยเทคโนโลยีประยุกต์ต่างๆ ก็มีน้อยเช่นกัน

“ดูง่ายๆ ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่การค้นคว้าวิจัย ผลิตเครื่องจักรเองกลับมีน้อยมาก เครื่องจักรที่เกี่ยวกับการเกษตรเราซื้อเขามาทั้งนั้น การเรียนที่ผ่านมาคือเรียนไปเพื่อใช้อุปกรณ์เหล่านี้ แต่ไม่ได้เรียนมาเพื่อผลิต”

ไม่เพียงแต่ปัญหาคุณภาพผู้เรียน แต่ผู้สอนในมหาวิทยาลัยปัจจุบันนี้ มีการเรียนจบการศึกษาระดับปริญญาเอกเฉลี่ยไม่ถึงร้อยละ 30 ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำมาก ยิ่งเมื่อเทียบกับประเทศมาเลเซีย หรือ เกาหลีใต้ จะเห็นว่าประเทศไทยมีอัตราผู้สอนที่จบระดับปริญญาเอกน้อยกว่าอย่างมีนัยยะสำคัญ

ขณะที่ในมหาวิทยาลัย ความก้าวหน้าทางวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ยังเป็นอัตราที่น่าเป็นห่วง คือมีตำแหน่งอาจารย์ประมาณร้อยละ 40 ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ประมาณร้อยละ 40 กว่า ตำแหน่งรองศาสตราจารย์ประมาณร้อยละ 10 และศาสตราจารย์ร้อยละ 3

ศ.ดร.สมบัติมองว่า เป็นอัตราที่น้อยเกินไป เพราะเป้าหมายของการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษายังอยู่ที่การผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพเป็นหลัก

“คุณภาพผู้สอน หลักสูตร จะเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีการปรับให้ได้คุณภาพก่อน โดยต้องสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และสอดคล้องกับความต้องการของภาคแรงงาน”

สิ่งที่นักศึกษาจะได้รับประโยชน์คือการพัฒนาให้นักศึกษาเป็นนักคิดนักวิเคราะห์ สังเคราะห์ และขณะเดียวกันก็เป็นนักปฏิบัติที่มีคุณภาพ กล่าวคือ นำสิ่งที่เรียนไปใช้ประโยชน์ได้จริง

“ตอนนี้มีนักศึกษาระดับอุดมศึกษาประมาณ 2 ล้านคน สิ่งที่ต้องถามคือมีคุณภาพไหม สิงคโปร์มีประชากรน้อยกว่าเรามาก แต่ทำไมเราถึงขาดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะพวกสาขาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมที่วันนี้ยังขาดแคลนเครื่องมือ ปัญหาปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นเรื่องสำคัญต้องแก้” อดีตอธิการบดี “นิด้า” กล่าว

อย่างไรก็ดี ศ.ดร.สมบัติมองว่า การตั้งกระทรวงการอุดมการศึกษานั้น เพื่อให้เกิดการคล่องตัวในการบริหารจัดการงานด้านการอุดมศึกษาเป็นหลัก นักศึกษาเองอาจจะไม่ได้รู้สึกว่าได้รับประโยชน์มากนัก เพราะเป็นผลประโยชน์ทางอ้อม แต่เพราะการบริหารจัดการที่ยังเป็นปัญหานี้เอง ที่ทำให้การปฏิรูปการศึกษาระดับอุดมศึกษาเกิดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการดูแลมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หรือนอกกำกับของรัฐ ล้วนแต่ต้องการนโยบายที่ผลักดันงานต่างๆ ให้เดินหน้าไปได้อย่างไม่ติดขัด…

รายงานพิเศษโดย: ณฐา จิรอนันตกุล ทีมข่าวไทยพีบีเอสออนไลน์

ที่มา : ไทยพีบีเอสออนไลน์

http://goo.gl/qaUy39